ยันเช็คช่วยชาติใช้แทนเงินสดได้ไม่เว้นร้านทุกร้าน

    • font-inc
  • คม ชัด ลึกสนับสนุนเนื้อหา

เช็คช่วยชาติ
เช็คช่วยชาติ

กอร์ปศักดิ์ ยันเช็คช่วยชาติ 2 พันใช้แทนเงินสดได้ทุกร้าน ตั้งแต่ห้างใหญ่ยันร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ไม่กล้ารับปากจะรับทุกร้านหรือไม่ เร่งโหมพีอาร์ให้ร้านค้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย สปส.ส่งทีมอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนลงทะเบียนตามห้างจันทร์นี้ ขณะที่โรงทอดังย่านสมุทรสาครลอยแพพนักงานอีกเกือบพันคน

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ที่จะแจกให้แก่ผู้ประกันตน 8 ล้านรายนั้น สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าได้ทุกร้าน ไม่ว่าจะเป็นห้างร้านขนาดใหญ่ ร้านก๋วยเตี๋ยวจนถึงโชห่วย แต่ขึ้นอยู่กับทางร้านว่าจะรับหรือไม่ ขณะเดียวกัน ได้ประชาสัมพันธ์ให้บรรดาร้านค้ารับทราบว่า เดือนเมษายนนี้ จะมีคน 9 ล้านคน ที่มีเงิน 2,000 บาท อยู่ในกระเป๋า หากร้านค้าใดต้องการได้เงินตรงนี้ ควรจะจัดกิจกรรมพิเศษส่งเสริมการขาย หรือโปรโมชั่นส่วนลดมาแข่งขันกันตามกลไกตลาด โดยรัฐจะไม่เข้าไปยุ่ง

ส่วนผู้ประกันที่ถูกเลิกจ้างหรือลาออกโดยสมัครใจ และอยู่ระหว่างได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงานในอัตรา 50% ของเงินเดือนเป็นเวลา 8 เดือน นายกอร์ปศักดิ์ย้ำว่า ถือว่าเป็นผู้มีสิทธิได้รับเช็ค 2,000 บาทเช่นกัน และต้องย้ำว่าผู้ที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่มีเงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท จะได้เช็ค 2,000 บาททุกราย เพียงแต่ในกรณีที่ถูกเลิกจ้างหรือลาออกไปแล้วจะมีปัญหาอยู่บ้าง ตรงที่ไม่สามารถส่งเช็คให้ถึงมือผู้ประกันตนผ่านสถานประกอบการ ซึ่งกระทรวงแรงงานจะไปพิจารณาว่าจะส่งเช็คให้ผ่านช่องทางใด ขณะนี้มีหลายช่องทาง ลูกจ้างแจ้งขอรับแล้ว 1 ล้านคน

นาง สุจิตรา บุญชู รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจ่ายเงิน 2,000 บาท ว่า สปส.มีความพร้อมเกินกว่าร้อยละ 60 เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่และเครื่องมือรองรับการลงทะเบียนแจ้งสิทธิรับเงิน จำนวนดังกล่าว ขณะนี้มีผู้ที่ได้รับสิทธิมาแจ้งขอรับเงินแล้วกว่า 1 ล้านคน การขึ้นทะเบียนของลูกจ้างนั้น หลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดใหญ่มีปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากมีผู้มาลงทะเบียนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน หรือไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ทำให้สถานที่คับแคบ จนต้องระดมเจ้าหน้าที่ประกันสังคมจากส่วนกลางไปช่วยรับลงทะเบียน และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ สปส.จะประชุมหารือ เพื่อนำเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือออกไปรับขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนที่มี สิทธิรับเงิน 2,000 บาท ตามห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกอีกทางหนึ่ง

นางสุจริตรากล่าวต่อว่า การจ่ายเงินให้แก่ผู้ประกันคาดว่าวันที่ 26 มีนาคม จะสามารถส่งถึงมือผู้ประกันตนได้อย่างน้อย 4 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 4 ล้าน จะทยอยจ่ายให้ทันภายในวันที่ 8 เมษายน ส่วนรูปแบบของเช็คที่จะให้นั้น ทราบว่าเป็นของธนาคารกรุงไทย แต่ สปส.ยังไม่ได้รับการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งต้องรอความชัดเจนในส่วนนี้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สำหรับงบประมาณจำนวน 40 ล้านบาท เพื่อให้มาบริหารในการแจกจ่ายเช็คซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าธรรมเนียมการออกเช็ค นั้น หาก สปส.เห็นว่าไม่เพียงพอต่อการจัดการก็จะเสนอขอเพิ่มอีกครั้ง

ในส่วนสถานการณ์เลิกจ้าง พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-13 กุมภาพันธ์ 2552 มีสถานประกอบการปิดกิจการแล้วทั้งสิ้น 118 แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 13,237 คน นอกจากนี้ยังมีสถานประกอบการที่มีแนวโน้มจะเลิกจ้าง 215 แห่ง ลูกจ้างได้รับผลกระทบ 98,251 คน แบ่งเป็นลูกจ้างที่เสี่ยงต่อการเลิกจ้างสูง 33,774 คน และลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบในลักษณะถูกลดเงินโบนัส ลดเวลาในการทำงาน 64,477 คน ส่วนใหญ่ประกอบกิจการประเภทผลิตสิ่งทอ ผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตเครื่องประดับและอุตสาหกรรมยานยนต์ จังหวัดที่มีการเลิกจ้างสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ปทุมธานี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา และตาก

วันเดียวกัน ที่บริษัท ไทยการ์เม้นต์ เอ็กซปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอส่งออกต่างประเทศ ตั้งอยู่ที่ 129 ถ.เพชรเกษม ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร นายคงฤทธิ์ งามสง่า ประธานสหภาพรวมใจเพื่อนสัมพันธ์ บริษัท ไทยการ์เม้นต์ กล่าวว่า สหภาพรับทราบว่าบริษัทจะปลดพนักงานประมาณ 811 คน จาก 2,660 คน เนื่องจากประสบปัญหายอดการสั่งซื้อลดลง สร้างความวิตกกังวลให้แก่พนักงานอย่างมาก โดยไม่ทราบว่าจะถูกปลดออกเมื่อใด จึงเกิดความไม่มั่นใจในชีวิตการทำงาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สหภาพได้ยื่นหนังสือขอให้บริษัทชี้แจงสถานการณ์ธุรกิจของบริษัท รวมถึงมาตรการที่จะปลดคนงาน แต่ปรากฏว่าบริษัทหลีกเลี่ยงที่จะให้ข้อมูล ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ สหภาพได้ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน ขอให้เข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เนื่องจากเห็นว่าเจ้าหน้าที่ส่วนจังหวัดไม่มีความสามารถในการเจรจาแก้ไข ปัญหา

"นายไพฑูรย์รับปากว่าจะให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเข้า มาเจรจา แต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ กลับมีแค่เพียงเจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดเข้ามาเจรจากับนายจ้างเพียงฝ่าย เดียว โดยที่ฝ่ายลูกจ้างไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมการเจรจาไกล่เกลี่ยเลย" ประธานสหภาพรวมใจเพื่อนสัมพันธ์ กล่าว

จากสภาพดังกล่าวทำให้พนักงานหลายร้อยคนผละงาน เพื่อเรียกร้องให้บริษัทชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปลดพนักงาน ขณะเดียวกันบริษัทออกประกาศว่าจะปลดพนักงาน 811 คน โดยให้หัวหน้างานในแต่ละฝ่ายเป็นคนพิจารณาปลดคนงาน ซึ่งสหภาพเห็นว่าไม่เป็นธรรมและอาจมีการเลือกปฏิบัติได้ นอกจากนี้นายจ้างยังไม่ได้แสดงผลประกอบการของบริษัทว่าได้รับผลกระทบจาก เศรษฐกิจจริงหรือไม่

ขณะที่ นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เป็นห่วงว่า วันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ พนักงานบางส่วนจะมีการปลุกระดมและชุมนุมยืดเยื้อเกิดขึ้น จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งทำความเข้าใจ เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น

มันต้องถอน : ปอยฝ้าย มาลัยพร

มันต้องถอน : ปอยฝ้าย มาลัยพร


เปิดต้นกล้าอาชีพแก้ปัญหาว่างงาน

เปิดต้นกล้าอาชีพแก้ปัญหาว่างงาน

เปิดต้นกล้าอาชีพแก้ปัญหาว่างงาน











"นายกฯ"เปิดโครงการ"ต้นกล้าอาชีพ"เผยทุ่มงบ 6.9 พันล้าน สร้างโอกาสให้ประชาชน 5 แสนคน ชี้เตรียมเสนอกรอบเจรจากู้เงิน 7 หมื่นล้าน ยันจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ระบุทุกประเทศทำเหมือนกันหมด วอนคนไทยอย่าตกใจ ยันหลังเศรษฐกิจโลกฟื้น มีเงินใช้หนี้ได้แน่ พร้อมเล็งขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์ แต่ไม่คิดขายทรัพย์สินของชาติ คาดเตะฝุ่นปีนี้เกินล้านคน แต่มีแผนรองรับไว้แล้ว พร้อมชงครม. เศรษฐกิจ เล็งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1.4 ล้านล้าน วอนประชาชนช่วยจับตา ขายต่อเช็คช่วย ชาติราคาถูก แจ้งได้ทันที ด้าน “ประธานสภาลูกหนี้กู้วิกฤติชาติ” เชิญลูกหนี้ทั่วประเทศ รวมพลหน้าทำเนียบฯ 24 มี.ค. หวังดัน “โครงการพยาบาลรักษาหนี้” ให้รัฐบาลพิจารณา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 22 มี.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าว ในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ โดยเป็นการถ่ายทอดสดมาจากอิมแพ็ค เมืองทองธานี ก่อนเป็นประธานเปิดงานโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” ว่าโครงการต้นกล้าอาชีพถือเป็น 1 ในโครงการเร่งด่วนของรัฐบาล เพราะตลอดเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมามีความห่วงใยกันมากเรื่องปัญหาการตกงานจากภาวะเศรษฐกิจหดตัว ดังนั้นนอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว นโยบายที่สำคัญของรัฐบาลคือ การดูแลเพื่อรองรับปัญหานี้ ซึ่งทางกระทรวงแรงงาน ก็ได้ทำโครงการอย่างต่อเนื่อง

ในส่วนรัฐบาลก็ได้จัดโครงการพิเศษ “ต้นกล้าอาชีพ” ขึ้น ตามงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีที่ได้ผ่านสภามากว่า 6.9 พันล้านบาท โดยจะเปิดให้ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18-60 ปี สมัครเข้ามาเพื่อรับการฝึกอบรม ซึ่งมีหลากหลายด้าน ทั้งงานธุรการ คอมพิวเตอร์ อาหาร การท่องเที่ยว เป็นต้น โดยจะเปิดรับสมัครตั้งแต่ วันที่ 18-24 ของทุกเดือน ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่ว ประเทศ โดยจะมีการประกาศผลในวันที่ 26 มี.ค. นี้ ทั้งนี้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น จะได้ รับเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะในระหว่างการฝึกด้วย และถ้ากลับไปทำงานที่ภูมิลำเนาเดิมก็จะมีเงินช่วยเหลือในระยะสั้นให้ เพื่อใช้เป็นทุนเริ่มกิจการ ต่าง ๆ ได้ คาดว่าจะสร้างโอกาสให้กับคนไม่น้อยกว่า 5 แสนคน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ก็จะมีการขยายหลักสูตรการฝึกอบรมให้หลากหลายขึ้น โดยให้ไปบรรจบกับตำแหน่งงานที่ว่างอยู่ รวมถึงตำแหน่งงานในภาครัฐ ซึ่งก็มีแนวคิดที่จะนำคนที่ได้รับการฝึกอบรมในบางด้านไปช่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียนเพื่อลดภาระของครูในงานด้านธุรการ หรือการไปช่วยสำนักงานสถิติ เพราะภาครัฐยังมีความจำเป็นต้องจัดเก็บข้อมูลอีกมาก โครง การนี้นอกจากบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาการว่างงานแล้ว จะมีส่วนสำคัญในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้วย เพราะถ้าเรามีคนที่สนใจกลับไปทำงานในภูมิลำเนาเดิม ก็จะทำให้โครงการทางเศรษฐกิจมีความหลากหลายและมั่นคงมากขึ้น

ขณะนี้เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง รัฐบาลจึงได้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก ซึ่งจะเห็นผลชัดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า เพราะเม็ดเงินส่วนใหญ่ ทั้งจากโครงการเช็คช่วยชาติ อสม. หรือผู้สูงอายุ รวมทั้งการเรียนฟรี จะเริ่มออกตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. คือสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป และต้นเดือน เม.ย. รัฐบาลก็จะจัดงานโอทอป และมหกรรมเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและสร้างความคึกคักขึ้นมา อย่างไรก็ตามในระยะกลาง และระยะยาว เราจำเป็น ต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเสริมความสามารถของเศรษฐกิจไทย และให้มีความพร้อม มีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยในสัปดาห์หน้ารัฐบาลก็จะเสนอกรอบการเจรจากู้เงิน 7 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้ามาทำโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำ ถนน

“ผมเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงวิกฤติ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 เราไม่เคยทำให้ประเทศชาติเสียหายในระยะยาว ตรงกันข้ามจะดูแลเรื่องเสถียรภาพ ความมั่นคงเป็นอย่างดี ผมปรึกษาหารือใกล้ชิดตลอดเวลากับกระทรวงการคลัง และ ธปท. ดังนั้นขอให้ประชาชนสบายใจได้ หลายคนเป็นห่วงเรื่องการกู้เงิน แต่ผมขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัย แทบจะเรียกได้ว่ามีการกู้เงินทั้งสิ้นเพื่อมาลงทุน สิ่งสำคัญคือ 1. อย่ากู้เงินจนเกินเลยขอบเขตของมาตรฐานสากลที่เขามีอยู่ เพราะจะไปกระทบกับการเงินการคลังของประเทศในวันข้างหน้า ซึ่งรัฐบาลดูแลเรื่องนี้แน่นอน และ

2. กู้เงินมาเพื่อใช้เงินให้คุ้มค่า ที่เรากู้เงินมาในขณะนี้เพื่อทำโครงสร้างพื้นฐาน ผมได้เอาตัวเลขต่าง ๆ มาดู เห็นว่าจากการที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว การค้าหดหายไป 20-30% เราก็จำเป็นต้องมีเงินมาชดเชยในระบบเศรษฐกิจ โดยใน 3 ปีข้างหน้า ตั้งใจว่ารัฐบาลเองจะต้องเป็นผู้ลงทุนประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งกำลังทำรายละเอียดโครงการ ที่จะมีทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูง ปรับปรุงรถไฟ โครงการถนนไร้ฝุ่น แหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้านการชลประทาน นอกจากนี้ก็จะมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และการสาธารณสุขด้วย ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะนำเข้าสู่การพิจารณาของครม. เศรษฐกิจในวันพุธที่ 25 มี.ค. นี้”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่อยากให้ประชาชนตกใจกับเรื่องเศรษฐกิจ ยอมรับว่าปัญหาหนักจริง แต่คิดว่าถ้าเราร่วมมือกัน ทุกอย่างจะผ่านไปได้ ไม่ต้องไปกลัวที่มีคนบอกว่าเราจะไม่มีทางอื่นเลย ต้องไปกู้เงินมา เพราะขณะนี้ทั่วโลกต้องทำอย่างนี้หมด ตนเดินทางไปต่างประเทศ มีแต่คนถามในทางตรงกันข้ามว่าเรากระตุ้นเศรษฐกิจน้อยไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามที่มีการโจมตีว่าการกู้เงินจะทำให้ประเทศเป็นหนี้มากขึ้นนั้น ถือเป็นเรื่องการเมือง เพราะขณะนี้ทั่วโลกมองตรงกันว่าต้องทำ บางประเทศพยายามไม่ทำ แต่เศรษฐกิจยิ่งหดตัวหนัก และความจริงรัฐบาลชุดที่แล้วก็มีความคิดที่จะกู้เงินเหมือนกัน

สำหรับการประชุมจี 20 ที่จะมีขึ้น ก็จะ มีข้อเสนอว่าทุกประเทศจะต้องมีการขาดดุลงบประมาณ และกู้เงินอย่างน้อยเท่าไหร่ เพื่อช่วยกันทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นขึ้นมา เพราะกำลังซื้อหดหาย ถ้าเราอยู่เฉย คนก็จะตกงาน เก็บภาษีไม่ได้ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจมากขึ้น รัฐบาลก็ต้องเข้าไปลงทุนเอง ซึ่งเงินก็จะนำมาลงทุนก็มาจาก 3 ทางคือการกู้เงิน ขึ้นภาษี และขายทรัพย์สมบัติของชาติ ซึ่งใน 3 แนวทางนี้ ตนเลือกการกู้เงิน ซึ่งจะทำตามมาตรฐานสากลไม่ให้ไปกระทบกระเทือนต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจ เพราะหนี้สาธารณะของเราขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว

ต่อข้อถามที่ว่าที่ต้องกู้เงิน เพราะมาตร การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกที่ลด แลก แจก แถมไม่สำเร็จใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ ตนบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าเราต้องทำงานเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือหยุดยั้งการที่เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ซึ่งต้องประคับประคอง โดยการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ไม่เช่นนั้นในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค. จะหนักหนาสาหัสมาก ส่วนระยะต่อไปก็ต้องลงทุนในด้านต่าง ๆ เราไม่ลงทุนก็ได้ แต่จะทำให้เราขาดความพร้อมในการแข่งขันเมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ทั้งนี้ตนมั่นใจว่าถ้าเราลงทุนตามแนวทางนี้ พอเศรษฐกิจโลกและไทยฟื้นตัวขึ้นมา เราจะมีความพร้อมในการแข่งขัน และจะมีรายได้เพียงพอที่จะมาชำระหนี้ได้อย่างสบาย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ส่วนหนี้ของคนไทยต่อหัวต่อปีเมื่อสิ้นปีที่แล้วตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 38% และจากการที่เศรษฐกิจหดตัว รายได้หดตัว และหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีได้น้อยลง ก็คาดว่าตัวเลขอาจจะขึ้นไปถึง 50% และใน 2-3 ปีข้างหน้าอาจเป็นไปได้ที่ จะขึ้นไปถึง 60% ซึ่งในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ผ่าน ๆ มาก็จะอยู่ที่ 60-65% และขณะนี้หลายประเทศก็เกิน 100% ไปแล้ว แต่ถ้าเราใช้เงินที่เพิ่มขึ้นมา มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมา เราก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีเงินกลับมาใช้หนี้ได้เอง ส่วนทางเลือกอื่นรัฐบาลก็ดูอยู่ โดยเฉพาะการขึ้นภาษี แต่ตัวแรกที่จะทำ คือเหล้า เบียร์ รวมทั้งการเก็บภาษีที่ดินและมรดกก็ยังเดินหน้าอยู่ ส่วนการขายทรัพย์สินของชาติขณะนี้ไม่คิดจะทำ

สำหรับตัวเลขคนตกงานในปีนี้ว่า เท่าที่ประมาณการจะมีผู้ตกงานในปีนี้ 1 ล้านคนขึ้นไปเป็นอย่างน้อย แต่มั่นใจว่าเมื่อเราใส่เงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเข้าไป และแผนการลงทุน 1.4 ล้านล้านบาทเริ่มดำเนินการก็จะสามารถจ้างงานได้ปีละ 1 ล้านคน ซึ่งเป็นแนวทางรองรับที่เราเตรียมเอาไว้ ส่วนการช่วยเหลือเรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ได้ดำเนินการไปแล้ว และอาจจะมีเพิ่มเติมมาอีกในส่วนของประกันสังคม ขณะที่เช็คช่วยชาติ 2 พันบาทสำหรับผู้มีรายได้น้อยก็จะถึงมือประชาชนในงวดแรกวันที่ 26 มี.ค. นี้

ส่วนข้อกังวลที่อาจจะมีประชาชนนำเช็คไปขายต่อในราคาถูกนั้น ก็ขอให้แจ้งข้อมูลมาได้เลย ที่ไหนมีการกระทำแบบนั้น เราจะเข้าไปติดตามและดูแลให้ โครงการที่รัฐบาลทำมีมากในขณะนี้ และมีนโยบายใหม่ ๆ จำนวนมาก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชน หากได้ยินเรื่องอะไรที่ผิดปกติให้ แจ้งมา ช่วง 2-3 วันที่แล้ว ตนก็ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีชื่อได้รับเช็ค 2 พันบาทด้วย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งตนก็ได้สั่งให้ตรวจสอบทันที “ทุกโครงการ ทั้งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรียนฟรี หรือเรื่องที่ฝ่ายค้านเตือนมาเรื่องตำราเรียน ผมจะไปติดตามดูแลให้ดีที่สุด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นายประจิณ ฐานังกรณ์ ประธานสภาลูกหนี้กู้วิกฤติชาติ ได้เปิดแถลงข่าวระบุว่า ขอความร่วมมือลูกหนี้ทั่วประเทศช่วยออกมาร่วมแสดงตัวให้รัฐบาลได้เห็นว่ายัง มีลูกหนี้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก โดยให้ทุกคนพร้อมใจมาแสดงตัวที่หน้า ทำเนียบฯ เวลา 08.00-12.00 น. วันที่ 24 มี.ค. นี้ จุดประสงค์เพราะต้องการผลักดัน “โครงการพยาบาลรักษาหนี้” ผ่านการพิจารณาจากรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการฯ ดังกล่าวเสนอให้รัฐบาลพิจารณา แต่เรื่องยังอยู่แค่ระดับล่าง ทั้งนี้โครงการพยาบาลรักษาหนี้ เป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับเจ้าหนี้-ลูกหนี้ ทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายด้วย.


ต้นกล้าอาชีพ

ต้นกล้าอาชีพ

จากผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจของโลก มีจำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อัตราคนว่างงานในสหรัฐอเมริกาในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสูงถึง 8.1% นับเป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 25 ปี นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าภายในปีนี้จนกระทั่งต้นปีหน้าสถานการณ์ยังคง ไม่ดีขึ้น ซึ่งในปี พ.ศ. 2551 มีแรงงานที่ว่างงานแล้วกว่า 5 แสนคน และคาดว่าในปี พ.ศ. 2552 นี้จะมีแรงงานที่ว่างงานเพิ่มเป็น 1 ล้านคน

รัฐบาลโดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจึงมีมาตราการบรรเทาปัญหาการว่างงาน เป็นกรณีพิเศษ ภายใต้โครงการ "ต้นกล้าอาชีพ" หรือโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมใน ชุมชน โดยจัดฝึกอบรมผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้างแรงงานจากภาคอุตสาหกรรม ผู้ที่กำลังอยู่ในข่ายจะถูกเลิกจ้าง และบัณฑิตที่ยังไม่มีงานทำให้มีความรู้และทักษะเพื่อพัฒนาความชำนาญเฉพาะทาง ในวิชาชีพต่างๆ ให้สามารถกลับไปสร้างงาน สร้างรายได้ในชุมชนท้องถิ่น เสมือนเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงพร้อมเติบโตออกดอกออกผล นำความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ถิ่นกำเนิดต่อไป

นายกอปรศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการบริหารโครงการ "ต้นกล้าอาชีพ" เปิดเผยถึงเป้าหมายในการดำเนินการโครงการมีระยะเวลา 2 ปี เพื่อรองรับผู้ว่างงานจำนวน 5 แสนคน ตามมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณไว้ทั้งสิ้น 6,900 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการช่วงปีแรกระยะเวลา 6 เดือน กำหนดฝึกอบรมผู้ว่างงานจำนวนประมาณ 240,000 คน

"เพียงแค่คุณมีสัญชาติไทยและเป็นผู้ที่กำลังว่างงาน ถูกเลิกจ้าง กำลังอยู่ในข่ายถูกเลิกจ้าง ต้องการเพิ่มพูนทักษะ และอยากกลับไปสร้างงานทำงานในชุมชนภูมิลำเนาเดิม มีสิทธิ์สมัครเข้าอบรมเพิ่มทักษะอาชีพในโครงการต้นกล้าอาชีพ โดยได้รับค่าอบรม ค่าพาหนะเดินทาง ฟรี สนับสนุนโดยรัฐบาล พร้อมเงินอุดหนุนเพื่อประกอบอาชีพหากกลับไปทำงานที่บ้านเกิด" รองนายกฯ กล่าว

ผู้สมัครเข้าอบรมในโครงการนี้จะต้องผ่านระบบการคัดกรองเพื่อสุ่มเลือกผู้ที่ มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ ส่วนหลักสูตรจัดอบรม มีให้เลือกทั้งหมด แบ่งเป็น 7 ประเภท จำนวน 935 หลักสูตร

๐ การเกษตรและการแปรรูป กลุ่มการผลิต เช่น การผลิตไม้ดอกเพื่อการค้า, การผลิตปุ๋ยอินทรีย์, การผลิตไก่อินทรีย์ กลุ่มแปรรูป เช่น การแปรรูปปลานิลแดดเดียว การแปรรูปทำไส้กรอกจากปลาดุก กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การเกษตรแบบยั่งยืน การเกษตรผสมผสานตามแนวทาง เกษตรทฤษฎีใหม่และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และการฝึกอบรมเกษตรทางเลือก ภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง

๐ ภาคการผลิต กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม ช่างเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้า และแก๊ส ช่างเชื่อมเหล็กดัด ประตู หน้าต่าง ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า, กลุ่มเสื้อผ้า สิ่งทอ เช่น การทำซิลค์สกรีน การทำผ้ามัดย้อมและมัดเพนต์ การทำผ้า ด้วยกี่กระตุก การทำผ้าบาติก, กลุ่มเครื่องยนต์ เช่น การซ่อมรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์ ช่างเครื่องยนต์ชุมชน ช่างเคาะตัวถังรถยนต์, กลุ่มศิลปะประดิษฐ์และอัญมณี เช่น การแกะสลักวัสดุอ่อนเบื้องต้น การขึ้นรูปกระถางต้นไม้ด้วยแป้นหมุน การทำของชำร่วยเซรามิก การออกแบบเครื่องโลหะและอัญมณี

๐ การบริการและการท่องเที่ยว กลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ การอบรมมัคคุเทศก์ พนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม พนักงานผสมเครื่องดื่ม การทำอาหารว่างนานาชาติ การฝึกอบรมภาษา และธุรกิจโฮมสเตย์, กลุ่มสุขภาพ ได้แก่ การนวดแผนไทย นวดลูกประคบ สปา การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ, กลุ่มการซ่อมแซม และบำรุงรักษา การซ่อมเครื่องปรับอากาศรถยนต์ การซ่อมเครื่องยนต์ดีเซล การซ่อมเครื่องยนต์เบนซิน การซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร การซ่อมจักรอุตสาหกรรม

๐ การค้าและเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ กลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อชุมชน การพัฒนา ผลิตภัณฑ์เพื่อชุมชน การพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์, การขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต การสร้างร้านค้าทางอินเทอร์เน็ต, กลุ่มผู้ประกอบการ เช่น การประกอบการธุรกิจชุมชน ร้านค้าปลีกกลุ่มแม่บ้านและวิสาหกิจชุมชน

๐ คอมพิวเตอร์และธุรการ กลุ่มออกแบบ เช่น โปรแกรม AUTO CAD เพื่องานออกแบบก่อสร้าง ออกแบบชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เขียนแบบเครื่องกลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Solid Work, กลุ่มงานในสำนักงาน เช่น Office and Multimedia การจัดทำระบบข้อมูลทางการเงินและบัญชีด้วยโปรแกรม Excel และโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปเพื่อใช้ในการทำงานทางธุรกิจ, การใช้คอมพิวเตอร์ในสำนักงานด้วยโปรแกรม Microsoft Office, การพัฒนาโปรแกรมด้วย MS Access โดยใช้ระบบงานบุคคล, การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำหรับการประกอบธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตช่างคอมพิวเตอร์ เช่น ซ่อม ประกอบ ติดตั้งระบบบำรุงรักษาคอมพิวเตอร์และเครือข่าย

นอกจากนี้ยังมีคมนาคมและการขนส่งวิชาชีพด้าน Logistics หรือการขนส่งสินค้าทางอากาศและทางเรือ กลุ่มช่างต่างๆ เช่น การปูกระเบื้อง ช่างไม้ก่อสร้าง ช่างสีอาคาร และกลุ่มการผลิตวัสดุก่อสร้าง เช่น การทำบล็อกคอนกรีต การผลิตซีเมนต์ โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยของรัฐสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ กลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคม เช่น เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน สถาบันองค์กรพัฒนาชุมชน และส่วนราชการ เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมส่งเสริมการเกษตร

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ www.tonkla-archeep.com ตั้งแต่วันที่ 18-24 มีนาคมนี้ หรือสมัครด้วยตนเอง ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี ในวันที่ 22 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 10.00-21.30 น. ส่วนผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถลงทะเบียนสมัครได้ที่สถานที่ฝึกอบรมและ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการโครงการ "ต้นกล้าอาชีพ" Call Center : 1111 หรือ www.tonkla-archeep.com.